สมาคมยาสูบไทยจี้ดีอีเอส ปิดเพจ-คีย์เวิร์ดสกัดบุหรี่เถื่อนออนไลน์

นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์บุหรี่เถื่อนในประเทศก็ยังน่าห่วงโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ แม้ที่ผ่านมากรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรจะดำเนินการปราบบุหรี่เถื่อนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ก็ต้องการเห็นความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ จากผลการวิเคราะห์บทสนทนาออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมายในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2568 พบโพสต์เกี่ยวกับการซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมายรวม 1,240 โพสต์ ตลอดช่วง 3เดือน 

โดยเป็นโพสต์ที่มีเนื้อหาเป็นกลาง มุ่งเน้นเพื่อการซื้อขายโดยเฉพาะ สิ่งที่น่าสนใจคือแพลตฟอร์มที่มีจำนวนโพสต์มากที่สุดไม่ใช่ X (Twitter) ที่เคยครองอันดับหนึ่งในการสำรวจครั้งก่อนแต่เป็น Facebook Groups ที่พบมากถึง 1,096 โพสต์ 

ตามด้วย X (Twitter) จำนวน 753 โพสต์ รวมถึงโพสต์บนบัญชีผู้ใช้ส่วนตัว เพจต่าง ๆ และ Marketplace บน Facebook นอกจากนี้ กลุ่มบน Facebook ยังเป็นที่ที่ได้รับการมีส่วนร่วม (Engagement) สูงที่สุดเช่นกัน

ผลการวิเคราะห์บทสนทนาออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมาย

“ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดมืดออนไลน์อย่างชัดเจน ในช่วงต้นของการศึกษาเดือนตุลาคม 2568 บทสนทนาปรากฏบนแพลตฟอร์มเปิดอย่าง X (Twitter) มากที่สุดและทยอยลดลง จนกระทั่งเดือนธันวาคม 2568 บทสนทนาการซื้อขายได้ขยับเข้าสู่ Facebook Groups และคอมมูนิตี้แบบปิดมากขึ้น เนื่องจากชุมชนกลุ่มปิดเหล่านี้สามารถสร้างระบบนิเวศการซื้อขายที่เน้นความไว้วางใจ และลดความเสี่ยงในการทำธุรกรรมได้ดีกว่าแพลตฟอร์มเปิด Facebook Groups จึงทำหน้าที่เสมือนศูนย์กลางการขายบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการขายแบบแยกซองและแบบยกคอตตอน”

อย่างไรก็ดี บทสนทนาส่วนใหญ่ที่พบเกิดจากฝั่งผู้ขายที่พยายามใช้เทคนิคดึงดูดลูกค้า ด้วยการโพสต์ขายสินค้าเน้นการขายเชิงปริมาณยกคอตตอนมากกว่าแยกขายเป็นซอง โดยราคาที่ถูกพูดถึงมากที่สุดอยู่ในช่วง 200 – 299 บาทต่อคอตตอน มีจุดขายหลักคือเน้นรสชาติหลากหลาย

ควบคู่กับการใช้คีย์เวิร์ดว่าบุหรี่นอก หรือบุหรี่ต่างประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความพรีเมียม สื่อสารว่าผู้ซื้อจะได้ของคุณภาพดีในราคาถูก ขณะเดียวกันยังสร้างภาพลักษณ์บุหรี่ถูกกฎหมายในประเทศว่าราคาแพง และกลิ่นไม่น่าดึงดูดเท่าเมื่อเทียบกับตัวเลือกในตลาดผิดกฎหมาย ข้อความเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกใช้อย่างต่อเนื่องในทุกโพสต์ เพื่อดึงดูดผู้ซื้อเข้าไปทำธุรกรรมซื้อขายในช่องทางการติดต่อส่วนบุคคล เช่น LINE อย่างต่อเนื่อง

นางสาวธัญญศรัณ กล่าวอีกว่า ความไว้วางใจคือแกนหลักของการขายออนไลน์ อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเทคนิคในการสร้างความไว้วางใจในการซื้อขาย เป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้ผู้ซื้อ ซึ่งงานวิจัยพบการพูดถึงประเด็นการโกงหรือสแกมเมอร์มากขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อระมัดระวังการโอนเงินมากขึ้นด้วย 

ผู้ขายจึงปรับตัวโดยใช้การเก็บเงินปลายทาง หรือการเชิญชวนเข้ากลุ่มปิด เพื่อสร้างระบบนิเวศการซื้อขายที่เน้นความไว้วางใจ และลดความเสี่ยงในการทำธุรกรรมได้ พร้อมทั้งลงรูปโชว์สต็อกจำนวนมากหรือภาพคลังสินค้า เพื่อยืนยันว่ามีของจริง และพร้อมจัดส่ง สื่อถึงซัพพลายที่เสถียร ผู้ซื้อจะได้รับสินค้าตามที่สั่งแน่นอนนอกจากนี้ยังมีโปรโมชันเพื่อส่งเสริมการซื้อยกคอตตอนด้วยราคาพิเศษ เน้นความคุ้มค่า เพื่อจูงใจ

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งพฤติกรรมที่น่ากังวลคือการติดแฮชแท็กสถานที่ในเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต และสงขลา (หาดใหญ่) ทั้งจากฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าจะได้รับสินค้าอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มการเข้าถึงของโพสต์สู่ผู้ใช้แพลตฟอร์มทั่วไปในพื้นที่นั้น ๆ ด้วย 

อีกทั้งยังพบการติดแฮชแท็กสถานศึกษาระดับมหาวิทยาลัยทั้งจากผู้ซื้อและผู้ขายที่กำลังตามหาของ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแฮชแท็กพิกัดเป็นตัวเพิ่มโอกาสในการปิดการซื้อขาย และอาจเป็นการพุ่งเป้าไปยังกลุ่มเยาวชนโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง”

ข้อมูลจากผลการสำรวจของสมาคมการค้ายาสูบไทยสอดคล้องกับสิ่งที่กรมศุลกากรให้ข้อมูลที่พบว่ารูปแบบพฤติการณ์การลักลอบจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมายในปัจจุบันเป็นการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ส่งตรงถึงผู้บริโภคมากขึ้น กรมศุลกากรจึงได้ปรับแผนการเฝ้าระวังให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และนำเทคโนโลยี X-ray มาช่วยตรวจสอบตามศูนย์คัดแยกพัสดุของบริการขนส่งต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งพฤติกรรมที่น่ากังวลคือการติดแฮชแท็กสถานที่ในเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต และสงขลา (หาดใหญ่) ทั้งจากฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าจะได้รับสินค้าอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มการเข้าถึงของโพสต์สู่ผู้ใช้แพลตฟอร์มทั่วไปในพื้นที่นั้น ๆ ด้วย 

อีกทั้งยังพบการติดแฮชแท็กสถานศึกษาระดับมหาวิทยาลัยทั้งจากผู้ซื้อและผู้ขายที่กำลังตามหาของ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแฮชแท็กพิกัดเป็นตัวเพิ่มโอกาสในการปิดการซื้อขาย และอาจเป็นการพุ่งเป้าไปยังกลุ่มเยาวชนโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง”

ข้อมูลจากผลการสำรวจของสมาคมการค้ายาสูบไทยสอดคล้องกับสิ่งที่กรมศุลกากรให้ข้อมูลที่พบว่ารูปแบบพฤติการณ์การลักลอบจำหน่ายบุหรี่ผิดกฎหมายในปัจจุบันเป็นการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ส่งตรงถึงผู้บริโภคมากขึ้น กรมศุลกากรจึงได้ปรับแผนการเฝ้าระวังให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และนำเทคโนโลยี X-ray มาช่วยตรวจสอบตามศูนย์คัดแยกพัสดุของบริการขนส่งต่าง ๆ

“สมาคมฯ ขอเรียกร้องให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง กับปัญหาการค้าผิดกฎหมายบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะเรื่องบุหรี่เถื่อนที่ยังคงวิกฤต โดยมุ่งเน้นไปยังเส้นเลือดใหญ่ ได้แก่ โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม โดยจะต้องเร่งประสานงานปิดกั้นเพจ กลุ่ม คีย์เวิร์ด และโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการค้าบุหรี่เถื่อนเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเหล่านี้ถูกกระจายสู่มือผู้บริโภคได้ เพราะตราบใดที่แพลตฟอร์มยังไม่ได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ ตลาดมืดบุหรี่เถื่อนออนไลน์ก็จะยังคงเติบโตต่อไป และที่สำคัญที่สุดคือเปิดช่องให้เยาวชนเข้าถึงสินค้าผิดกฎหมายได้อย่างง่ายดาย”

ขอบคุณที่มา: https://www.thansettakij.com/

ข่าวน่าสนใจ
...
ภาษีรัฐเสี่ยงหาย บุหรี่เถื่อนใช้ Facebook-Dark Post-AI เจาะลูกค้า
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน

นางสาวธัญญศรัณ แสงทอง ผู้อำนวยการบริหารสมาคมการค้ายาสูบไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้รับการแจ้งเบาะแสจากสมาชิกหลายรายว่าเห็นโฆษณาขายบุหรี่เถื่อนบน Facebook แต่เมื่อเข้าไปดูบนหน้าเพจกลับไม่พบโพสต์ดังกล่าว จึงได้อัดหน้าจอโพสต์ที่เป็นโฆษณาได้รับการสนับสนุนไว้ และส่งให้สมาคมฯ ช่วยตรวจสอบ  โดยสมาคมฯ พบว่า โฆษณาดังกล่าวเป็นการดำเนินการแบบ Dark Post ที่จะส่งโฆษณาหากลุ่มเป้าหมายโดยตรง และจะไม่ปรากฏโพสต์ดังกล่าวบนหน้าเพจ เป็นเทคนิคที่ใช้เพื่อหลบหลีกการตรวจสอบของแพลตฟอร์ม ที่หากโพสต์ขายบุหรี่โดยตรงจะเสี่ยงต่อการถูกปิดเพจ ใช้ภาพการ์ตูนเลี่ยงถูกปิดกั้น นอกจากนี้ ผู้ขายบุหรี่เถื่อนยังปรับวิธีการโฆษณาอยู่เสมอ เมื่อการแสดงภาพซองบุหรี่โดยตรงจะเสี่ยงถูกปิดกั้นการมองเห็น ก็เปลี่ยนมาใช้ภาพการ์ตูน ภาพบุคคล หรือสิ่งของที่สร้างด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) โดยยังคงชื่อยี่ห้อและสีที่ผู้ซื้อจดจำได้ เช่น สีเขียว หรือสีแดง เพื่อให้ผ่านการตรวจสอบของระบบโฆษณา การตรวจสอบเฉพาะภาพสินค้าและคำค้นตรงตัวจึงอาจตามไม่ทันพฤติกรรมผู้ขาย “ร้านค้าสมาชิกของสมาคมฯ เจอโฆษณาบุหรี่เถื่อนบนโซเชียลมีเดียบ่อยครั้งมาก เมื่อเห็นการกระทำผิดก็พยายามแจ้งเพื่อปิดโฆษณา และปิดเพจ แต่ทุกครั้ง Facebook ก็จะตอบกลับมาว่าเพจดังกล่าวไม่ได้ทำผิดกฎของชุมชนออนไลน์ แม้เวลาแจ้งการกระทำผิดจะมีให้เลือกว่าเพจดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งผิดกฎของแพลตฟอร์มอย่างชัดเจนก็ตาม และหากเลือกแจ้งว่ามีการลงโพสต์ที่ละเมิดกฎ ก็จะไม่สามารถแจ้งได้ เพราะไม่มีโพสต์ดังกล่าวปรากฏที่หน้าเพจ ทำให้การตรวจสอบภายหลังยากขึ้นด้วยหากไม่ได้อัดรูปหน้าจอไว้” อย่างไรก็ดี ต้องเรียนว่า ทุกซองของบุหรี่เถื่อนไม่ได้หมายถึงเพียงภาษีประเทศที่หายไปเข้ากระเป๋าเครือข่ายอาชญากรรม แต่หมายถึงรายได้ของร้านค้าถูกกฎหมายที่หายไปด้วย ร้านค้าต้องเผชิญการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และยังถูกบั่นทอนกำลังใจด้วยโฆษณาเย้ยกฎหมายเช่นนี้ ที่เกิดขึ้นโดยแพลตฟอร์มไม่มีกลไกตรวจสอบใดเลย สมาคมฯ จึงต้องการเสนอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(DE) เข้ามามีบทบาทเพิ่มในการจัดการปัญหาบุหรี่เถื่อนบนโลกออนไลน์ เป็นผู้นำหลักในการแก้ไขปัญหาร่วมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเอกชนกำหนดแนวทางตรวจสอบโฆษณาที่อำพรางสินค้าที่ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทั้งภาพ AI ภาพการ์ตูน ชื่อยี่ห้อ สี ข้อความ และลิงก์ที่นำไปสู่การสั่งซื้อ ขอบคุณที่มา: https://www.thansettakij.com/

อ่านต่อ
...
ชาวไร่ยาสูบอีสานจี้รัฐทบทวนห้ามซื้อบุหรี่ตามปีเกิด หวั่นทำอาชีพพัง
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน

นายสันต์ หาญสุโพธิ์ นายกสมาคมการค้าชาวไร่ยาสูบเตอร์กีซ ตัวแทนชาวไร่ยาสูบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่าได้รับทราบข้อมูลเรื่องที่นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยังคงยืนยันเดินหน้านโยบาย Nicotine-Free Generation หรือกำหนดห้ามซื้อบุหรี่และผลิตภัณฑ์นิโคตินทุกชนิด ตามปีเกิดของคน โดยระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เพราะจะส่งผลกระทบต่อรายได้และความมั่นคงในอาชีพของชาวไร่อย่างแน่นอน  รวมถึงแรงงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งห่วงโซ่ในภาคอีสานเพราะการทำยายังต้องใช้แรงงานคนเป็นจำนวนมาก ไม่ได้มีเทคโนโลยีทุ่นแรงได้แบบพืชชนิดอื่น  “หากไม่มีอาชีพทำยา ชาวบ้านจะนำเงินที่ไหนเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวหลังฤดูทำนา เพราะยาสูบก็คือทอง ไม่มีพืชไหนที่สร้างรายได้มั่นคงได้เท่านี้” ขณะนี้ภาคอีสานมีชาวไร่ยาสูบกว่า 9,942 ครอบครัว ผลิตใบยาสูบปี 68 ได้ถึง 5.2 ล้านกิโลกรัม และยังต้องการมากขึ้นเพราะใบยาที่เราปลูกได้มีคุณภาพดี แต่ปลูกมากกว่านี้ไม่ได้เพราะขาดแรงงานคน สิ่งที่รัฐบาลภูมิใจไทยควรทำคือการส่งเสริมให้ชาวไร่ยาสูบยังมีอาชีพต่อไป และหยุดรัฐมนตรีสาธารณสุขที่กำลังผลักดันนโยบายเพื่อสร้างความนิยมให้กับตนเอง บนความทุกข์ของเกษตรกรยาสูบอีสาน และทั่วประเทศกว่า 22,500 ครอบครัว ชาวไร่ยาสูบหลายพื้นที่แสดงจุดยืนคัดค้านก่อนหน้านี้เครือข่ายชาวไร่ยาสูบจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศก็เคยออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านแนวคิดดังกล่าวมาแล้ว เนื่องจากยังไม่มีมาตรการรองรับผู้ได้รับผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทานยาสูบ และไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าจะลดการสูบบุหรี่ได้จริง แต่กลับเสี่ยงทำให้บุหรี่ผิดกฎหมายขยายตัว  อีกทั้งยังเป็นมาตรการที่จะสร้างภาระผูกพันให้รัฐบาลและงบประมาณในอนาคต โดยไม่ได้แก้ปัญหาผู้สูบบุหรี่ในปัจจุบัน จึงขอเรียกร้องให้ภาครัฐรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนผลักดันมาตรการ เนื่องจากกังวลว่าการกำหนดข้อห้ามในลักษณะนี้อาจส่งผลต่อความต้องการยาสูบในระยะยาว และกระทบต่อเศรษฐกิจของชุมชนเกษตรกรรมจำนวนมาก นายสันต์ กล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุขอ้างว่าจะมีการช่วยเหลือชดเชยชาวไร่ แต่ก็ยังมองไม่เห็นว่ารัฐจะนำเงินงบประมาณมาจากที่ไหน เพราะทุกวันนี้รัฐก็ถังแตก โดนตัดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกันยกหมู่บ้าน แล้วยังจะมาทำลายอาชีพอีก ที่ผ่านมาเวลามีปัญหาในอุตสาหกรรม รัฐบอกจะช่วยเหลือจ่ายเงินชดเชย แต่ก็ล่าช้ามาโดยตลอด ชาวไร่ต้องรวมตัวกันเรียกร้องและรอเงินชดเชยเป็นเวลานาน ส่วนเรื่องพืชทดแทนก็ศึกษากันมาหลายสิบปี แต่ยังไม่เคยเห็นผลเป็นรูปธรรม ขอบคุณที่มา: https://www.thansettakij.com/

อ่านต่อ
...
สรรพสามิต ลุยภาษีบุหรี่อัตราเดียว ชัดเจนภายใน ต.ค.นี้ เล็งเลิกยกเว้นภาษีส่งออก
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน

กรมสรรพสามิตเดินหน้าทบทวนมาตรการจัดเก็บภาษีและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย หวังเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ควบคู่กับการปิดช่องโหว่การลักลอบนำสินค้ากลับเข้ามาจำหน่ายในประเทศ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ ว่า ขณะนี้ได้ผ่านขั้นตอนของการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามข้อบังคับของกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมความคิดเห็นจากนักวิชาการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินข้อเสนอของกรมสรรพสามิตอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอต่อกระทรวงการคลังได้ภายในเดือน ต.ค. 2569 ซึ่งจะได้เห็นความชัดเจนของการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ส่วนการปรับโครงสร้างอัตราภาษีบุหรี่จะเป็นอย่างไรนั้น เป็นไปตามที่กรมสรรพสามิต ได้เคยชี้แจงไว้ต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ไว้ก่อนหน้านี้ว่า กรมสรรพสามิตได้ทำการศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นแบบอัตราเดียว (Single Tier) แล้ว โดยมองว่าเป็นโครงสร้างที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย จากในปัจจุบันการจัดเก็บภาษีบุหรี่ ใช้ระบบภาษี 2 อัตรา คือ เก็บภาษี 25% สำหรับบุหรี่ที่ราคาขายปลีกไม่เกิน 72 บาท/ซอง และเก็บภาษี 42% สำหรับบุหรี่ที่ราคาขายปลีกเกิน 72 บาท/ซอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีบุหรี่ให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กรมสรรพสามิต ยังวางแนวทางในการแก้ปัญหาบุหรี่เถื่อน จากการส่งออกและลับลอบนำกลับเข้ามาขายในประเทศอย่างผิดกฎหมาย หรือเวียนเทียนกลับมาขายใหม่ หลังพบสถิติการตรวจยึดบุหรี่เถื่อนที่มีต้นทางจากการส่งออกและถูกลักลอบนำกลับเข้ามาในประเทศสูงถึง 5 แสนซอง โดยเตรียมปรับปรุงระเบียบ ด้วยการยกเลิกการยกเว้นเก็บภาษีส่งออกที่ต้นทาง แล้วเปลี่ยนมาเป็นการเก็บภาษีที่ต้นทางก่อน เพื่อให้มาขอคืนภาษีในภายหลัง เพื่อต้องการตรวจสอบหลักฐานในการส่งออกจริง ซึ่งแนวทางนี้ จะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ที่ลักลอบในการนำบุหรี่กลับมาเวียนขายในประเทศ  "แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มต้นทุนและความเสี่ยงให้กับผู้ลักลอบ เนื่องจากต้องสำรองเงินเพื่อชำระภาษีล่วงหน้า ขณะที่การขอคืนภาษีจะต้องผ่านการตรวจสอบหลักฐานการส่งออกอย่างเข้มงวด ส่งผลให้การนำบุหรี่กลับเข้ามาจำหน่ายในประเทศทำได้ยากขึ้นและมีความเสี่ยงไม่คุ้มกับผลตอบแทน"  ทั้งนี้ การปรับปรุงระเบียบดังกล่าว อยู่ในขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลารับฟังความคิดเห็นประมาณ 30 วัน และหลังจากนั้นจะนำข้อคิดเห็น และข้อสังเกตต่าง ๆ ที่ได้มาประกอบการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ ก่อนที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นอีกรอบในขั้นตอนสุดท้าย ที่จะใช้เวลาประมาณ 30 วัน ดังนั้นจึงคาดว่าภายในสิ้นปี 2569 จะได้เห็นความชัดเจนของแนวทางการแก้ปัญหาการกลอบนำบุหรี่ที่ส่งออกไปแล้ว วนกลับมาจำหน่ายภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียและลดผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้จากภาษีสรรพสามิตในอนาคต อย่างไรก็ดี กรมสรรพสามิตได้เผยผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตในรอบ 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ว่า สามารถจับกุมดำเนินคดีรวม 35,739 คดี เพิ่มขึ้น 5.84% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เปรียบเทียบปรับและประมาณการค่าปรับรวม 6,274.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.98% โดยสินค้าที่พบการกระทำผิดมากที่สุด ได้แก่ ยาสูบ รองลงมาคือ สุรา และน้ำมัน  “จำนวนคดีไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่กรมฯ จะนำข้อมูลคดีมาวิเคราะห์แนวโน้ม รูปแบบการกระทำผิด และความเสี่ยงใหม่ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปราม โดยปรับจากการจับกุมหลังเกิดเหตุ สู่การทำงานเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ทั้งข้อมูลการจับกุม พื้นที่ เส้นทางลำเลียง ข้อมูลจากภาครัฐ-เอกชน และเบาะแสประชาชน เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่” สำหรับแนวทางการทำงาน กรมสรรพสามิตใช้หลักต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ โดยต้นน้ำครอบคลุมพื้นที่ชายแดนและแหล่งที่มาของสินค้า กลางน้ำเป็นเส้นทางลำเลียง จุดพัก และจุดกระจายสินค้า ส่วนปลายน้ำครอบคลุมร้านค้า ตลาด และผู้บริโภค พร้อมวิเคราะห์รูปแบบการกระทำผิดและความเสี่ยงเชิงลึกในแต่ละพื้นที่ ซึ่งกรมฯ พบว่าลักษณะการกระทำผิดแตกต่างกันตามพื้นที่ ทั้งชายแดน พื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่เศรษฐกิจ และศูนย์กลางการกระจายสินค้า จึงจำเป็นต้องออกมาตรการที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น จากเดิมที่ใช้มาตรการในลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ

อ่านต่อ
...
สรรพสามิตโชว์ปราบสินค้าผิดกฎหมายมูลค่าทะลุ 6,274 ล้านบาท
ผลกระทบจากบุหรี่เถื่อน

ประมาณการค่าปรับรวม 6,274.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.98 วันนี้ (30 ส.ค.69) นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป้ดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตอย่างต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่เถื่อน ยังคงเป็นสินค้าผิดกฎหมายที่ตรวจพบมากที่สุด สร้างความเสียหายต่อรายได้ของรัฐ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ผลการดำเนินงานอย่างเข้มข้น ในรอบ 11 เดือน ปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังสามารถจับกุมดำเนินคดีได้รวม 35,739 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.84 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีการเปรียบเทียบปรับและประมาณการค่าปรับรวม 6,274.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.98 โดยสินค้ายาสูบยังเป็นสินค้าที่พบการกระทำผิดสูงสุด รองลงมาคือสุราและน้ำมัน “รัฐบาล โดยกรมสรรพสามิต เดินหน้ายกระดับแนวทางการทำงานเชิงรุกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven Enforcement) โดยนำข้อมูลการจับกุม ข้อมูลพื้นที่ เส้นทางลำเลียงสินค้า ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเบาะแสจากประชาชน มาวิเคราะห์ วางแผนการทำงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับลักษณะปัญหาในแต่ละพื้นที่  เปลี่ยแนวคิดจาก “มาตรการเดียวใช้ทั่วประเทศ”  สู่ “พื้นที่ต่างกัน ความเสี่ยงต่างกัน มาตรการก็ต้องต่างกัน” (From One-Size-Fits-All to Tailored Enforcement) เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ มุ่งให้การปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น” นางสาวพลอยทะเล กล่าว ขอบคุณที่มา: https://www.thaipost.net/

อ่านต่อ

สมัครสมาชิก

สำหรับผู้ประกอบกิจการการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบ และ หรือวิสาหกิจ ในทางการค้าอื่นที่เกี่ยวข้องกับการค้า ผลิตภัณฑ์ยาสูบโดยตรง อัตราค่าลงทะเบียนแรกเข้า 200 บาท และค่าบำรุงสมาคม 100 บาท / 2 ปี (ปีละ 50 บาท เก็บทุกๆ สองปี)

สมาชิกประเภทวิสามัญ สำหรับผู้มีความสนใจหรือมีความรู้เกี่ยวกับยาสูบหรือ ผลิตภัณฑ์ยาสูบหรือ ผู้ประกอบวิสาหกิจในทางการค้า อุตสาหกรรม หรือการเงิน การขนส่งยาสูบ หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือธุรกิจใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับยาสูบ หรือ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ อัตราค่าลงทะเบียนแรกเข้า 1,000 บาท และค่าบำรุงสมาคม 1,000 ต่อปี

แจ้งเบาะแสบุหรี่ผิดกฎหมาย

พบเห็นการซื้อขายบุหรี่ผิดกฎหมาย สามารถแจ้งผ่านช่องทางออนไลน์ของทางสมาคม และสมาคมจะนำข้อมูลเหล่านี้ยื่นต่อหน่อยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ผู้ที่แจ้งเบาะแสสามารถติดตามผลการแจ้งได้โดยใส่รหัสอ้างอิงที่ได้รับ

แจ้ง
เบาะแส